Showing posts with label ใบผู้ประกาศ. Show all posts
Showing posts with label ใบผู้ประกาศ. Show all posts

Tuesday, October 8, 2013

“ใบผู้ประกาศ” สิทธิ เสรีภาพตามทฤษฎีการสื่อสาร




“ใบผู้ประกาศ” สิทธิ เสรีภาพตามทฤษฎีการสื่อสาร
เขียนโดย นายภควัต  รัตนราช

จากประเด็นผู้ทำหน้าที่เป็นผู้ประกาศ หรือผู้ดำเนินรายการวิทยุหรือโทรทัศน์ จำเป็นต้องมีใบรับรองการเป็นผู้ประกาศที่ออกโดยกรมประชาสัมพันธ์ ในสมัยที่กรมประชาสัมพันธ์เป็นผู้กำกับดูแลกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์อยู่ ตามความในพระราชบัญญัติวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ.2498 โดยรัฐบาลได้จัดทำเป็นกฎกระทรวง ฉบับที่ 14 (พ.ศ.2537) ในข้อ 5 ว่าด้วยผู้ประกาศ และในข้อ 10 ว่าด้วยผู้ดำเนินรายการ มีรายละเอียดว่า 
“เจ้าหน้าที่ผู้ประกาศประจำสถานีต้องมีสัญชาติไทย สามารถอ่านพูด และออกเสียงภาษาไทยได้ถูกต้องชัดเจน ได้ใบรับรองเป็นผู้ประกาศจากกรมประชาสัมพันธ์ และต้องไม่เป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร”
“ผู้ดำเนินรายการ นอกจากต้องมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับผู้จัดรายการตามข้อ 9 แล้ว ต้องสามารถอ่าน พูด และออกเสียงภาษาไทยได้ถูกต้องชัดเจน และได้รับใบรับรองเป็นผู้ประกาศจากกรมประชาสัมพันธ์อีกด้วย”
ต่อมาเมื่อพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543 มีผลบังคับใช้ อำนาจกำกับดูแลกิจการวิทยุ โทรทัศน์โอนเป็นขององค์กรอิสระ จนกระทั่งปี พ.ศ.2551 สภานิติบัญญัติที่แต่งตั้งโดยคณะปฏิวัติ ได้ผ่านพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ทำให้อำนาจหน้าที่ของกรมประชาสัมพันธ์ในเรื่องใบผู้ประกาศหมดลงโดยสิ้นเชิง
จนถึงพฤษภาคม พ.ศ.2554 กทช. ที่ปฏิบัติหน้าที่ กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม) ได้ดำริให้มีการจัดฝึกอบรมและเปิดโอกาสให้มีการต่อใบอนุญาตใบผู้ประกาศขึ้นใหม่อีกครั้ง โดยยังรับรองใบประกาศของกรมประชาสัมพันธ์อยู่ด้วย มีใจความสำคัญว่า
พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช. และประธาน กสท. เปิดเผยว่า โครงการอบรมหลักสูตรนี้เป็นการปรับแนวคิดมาจากกรมประชาสัมพันธ์ และนำมาต่อยอดเพิ่ม เนื่องจากปัจจุบันมีสื่อทางเลือก ได้แก่ ช่องรายการเคเบิ้ลทีวี และทีวีดาวเทียม จำนวน 752 ช่องรายการ และวิทยุชุมชนที่มีจำนวนกว่า 7,000 สถานีทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นไปตามประกาศ กสทช. เรื่อง การอบรมและทดสอบเพื่อรับบัตรผู้ประกาศในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2556 ซึ่งจะช่วยส่งเสริมพัฒนาศักยภาพของบุคลากรวิชาชีพสื่อโทรทัศน์ วิทยุ อาทิ พิธีกร ผู้ดำเนินรายการ ผู้ประกาศข่าวให้มีความรับผิดชอบต่อการเผยแพร่ข่าวสารให้แก่ประชาชน
ส่วนนายปราโมช รัฐวินิจ ประธานคณะอนุกรรมการบัตรผู้ประกาศใน กสท. (กิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์) กล่าวว่า บุคลากรวิชาชีพสื่อเป็นหัวใจสำคัญในการเผยแพร่ข่าวสารให้แก่ประชาชน ดังนั้นสิ่งที่ต้องคำนึงมากที่สุดคือ การทำหน้าที่เป็นสื่อมวลชนที่ต้องมีองค์ความรู้ ความรับผิดชอบเรื่องการใช้ภาษา ซึ่งมองว่าบัตรผู้ประกาศถือเป็นเครื่องถือวัดความเป็นมาตรฐานในวิชาชีพสื่ออีกด้วย จากปรากฏการณ์ดังกล่าว ผู้เขียนได้ใช้ทฤษฎีการสื่อสารเข้ามาอธิบาย ดังนี้

แนวคิด ทฤษฎี
                แนวคิดเรื่องบรรทัดฐานของสื่อมวลชน (Normative Theories of Mass Communication) เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา โดยสังคมอเมริกันเกิดข้อถกเถียงเรื่องบทบาทของสื่อมวลชน ที่แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งมีแนวคิดอุดมการณ์เสรีนิยม เชื่อว่าไม่ควรมีกฎหมายใดๆ มาใช้เพื่อควบคุมจัดการสื่อ พวกเขาเชื่อในความเป็น “สื่อเสรี” ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าผู้ปฏิบัติการสื่อไม่มีความน่าเชื่อถือในการสื่อสาร หรือใช้สื่อเพื่อสนับสนุนความต้องการของสาธารณชน จึงมีความจำเป็นต้องควบคุมสื่อ จนเกิดทฤษฎีบรรทัดฐานของสื่อ (Normative theory of media) กล่าวคือ ทฤษฎีที่เสนอว่าสื่อควรจะหรือถูกคาดหวังจากสังคมให้ปฏิบัติหรือทำหน้าที่อะไรบ้าง (กาญจนา แก้วเทพ, 2552)
ลักษณะหลักโดยทั่วไปของทฤษฎีบรรทัดฐานของสื่อนั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องการควบคุม (Control) การปกป้อง (Protection) หรือการกำกับดูแล (Regulation) กระบวนการทำงานของสื่อมวลชนโดยอาศัยกลไกแบบต่างๆ ผูกพันโยงใยกับสภาพสังคมที่เป็นอยู่ นั่นคือ เมื่อปัจจัยที่เกี่ยวข้องแปรเปลี่ยนไป ทฤษฎีบรรทัดฐานของสื่อก็ย่อมเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
ทางด้าน กาญจนา แก้วเทพ (2552) ได้เสนอว่าพัฒนาการของตัวสื่อเองก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของทฤษฎีบรรทัดฐานของสื่อ เนื่องจากบรรทัดฐานเดิมที่มีอยู่อาจไม่ครอบคลุมถึงสื่อใหม่ (New media) ที่เกิดขึ้นอย่างมากมายในปัจจุบัน โดยการศึกษาการปฏิบัติหรือทำหน้าที่ของสื่อมวลชนตามทฤษฎีบรรทัดฐานของสื่อนั้นมีอยู่ 2 ระดับคือ ระดับโครงสร้าง (Structure) และระดับการปฏิบัติงาน (Performance) (กาญจนา แก้วเทพ, 2552)

ส่วน Baran & Davis (2009) กล่าวว่า แหล่งกำเนิดของทฤษฎีบรรทัดฐานของสื่อมวลชนนั้นมีที่มาอย่างน้อย 3 แหล่ง ได้แก่ กลุ่มผู้ปฏิบัติงานสื่อ กลุ่มนักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์ และทฤษฎีในอดีต ด้วยเหตุนี้ลักษณะของทฤษฎีจึงมีความหลากหลายขึ้นกับแต่ละสังคม ซึ่งมีความต้องการ “บรรทัดฐาน” ที่แตกต่างกัน สำหรับบรรทัดฐานของผู้ประกาศในประเทศไทยนั้น ได้จัดให้มีการสอบใบผู้ประกาศขึ้น เพื่อสร้างบรรทัดฐานและรับรองมาตรฐานการเป็นผู้ประกาศ มีรายละเอียด ดังนี้ (Baran & Davis, 2009) 



                ในยุคแรกการเข้าทำหน้าที่เป็นผู้ประกาศและผู้ดำเนินรายการในสมัยที่กรมประชาสัมพันธ์เป็นผู้กำกับดูแลกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์อยู่ ต้องได้ใบรับรองเป็นผู้ประกาศจากกรมประชาสัมพันธ์เพื่อเป็นใบเบิกทางในการเข้าทำงานอย่างถูกต้อง เมื่อยึดหลักตามทฤษฎีการสื่อสารแล้วเป็นการใช้อำนาจรัฐในการควบคุม ดูแล และตรวจตราการทำหน้าที่ของผู้ประกาศ โดยภาครัฐ คือ กรมประชาสัมพันธ์ มีอำนาจในการควบคุมสื่อมวลชนอีกทอดหนึ่ง แม้ว่าตามทฤษฎีนี้จะให้อำนาจแก่สื่อมวลชนบางส่วนแล้วก็ตาม โดยผู้เขียนจะเทียบเคียงกับตัวบททฤษฎีให้เห็นได้ชัดเจน ดังนี้

                ทฤษฎีอำนาจนิยม ทฤษฎีนี้ให้อำนาจแก่สื่อมวลชน แต่ต้องอยู่ภายใต้การสนับสนุนของรัฐ สื่อมวลชนถูกควบคุมโดยรัฐในรูปแบบของการออกใบอนุญาตให้ มีการเซ็นเซอร์เนื้อหา รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจของรัฐไม่สามารถกระทำได้
                ตามทฤษฎีนี้มีผลต่อการควบคุมสื่อมวลชน คือ สื่อมวลชนจะกระทำการใดๆ ที่บ่อนทำลายผู้มีอำนาจในรัฐและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคมไม่ได้ สื่อมวลชนจะต้องอยู่ภายใต้การเชื่อฟังต่อผู้กุมอำนาจ สื่อมวลชนต้องหลีกเลี่ยงการสร้างความขุ่นมัวหรือก้าวราวต่อเสียงส่วนใหญ่ต่อผู้มีอำนาจเหนือ และต่อศีลธรรมจรรยา การเซ็นเซอร์หรือตรวจตรามีความชอบธรรม กระทำได้เพื่อบังคับใหม่สื่อมวลชนปฏิบัติตามเกณฑ์ที่วางไว้ การโจมตีผู้มีอำนาจ การเบี่ยงเบนจากนโยบายของรัฐ และการรุกล้ำต่อศีลธรรมอันดี นับว่าเป็นการก้าวร้าวทางอาชญากรรม และนักวารสารศาสตร์หรือนักวิชาชีพสื่อมวลชนจะไม่มีอิสระจากข้อกำหนดขององค์กรสื่อนั้นๆ (พีระ จิรโสภณ, 2550: 148-149)
                ดังนั้นการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในตำแหน่งผู้ประกาศและผู้ดำเนินรายการ ต้องผ่านการสอบใบรับรองผู้ประกาศจากกรมประชาสัมพันธ์ก่อน โดยเฉพาะองค์กรใหญ่ๆ ที่จะพิจารณาในส่วนนี้ด้วย แต่อย่างไรก็ตามในห้วงเวลานั้น การเข้มงวดเรื่องใบผู้ประกาศก็ยังมีไม่มากนัก บางองค์กรยังใช้ผู้ประกาศที่ไม่มีได้ใบรับรองผู้ประกาศอยู่ และในการปฏิบัติงานจริงๆ ความเข้มงวดเรื่องการรักษามาตรฐานผู้ประกาศ และการเอาผิดกับผู้ประกาศที่ฝ่าฝืนข้อบังคับอย่างจริงจังยังมีไม่มาก บางรายการโดยเฉพาะสถานีวิทยุชุมชน ท้องถิ่น คุณภาพรายการยังไม่ดี มีการละเมิด การฝ่าฝืนอยู่ตลอด แต่กรมประชาสัมพันธ์ก็ยังไม่เข้มงวดในเรื่องนี้มากนัก ส่วนใหญ่ก็แนะนำให้เร่งไปสอบใบผู้ประกาศ การทำงานจึงอาศัยความอะลุ่มอะหล่วย กันอยู่ ส่วนการเข้าทำหน้าที่ของผู้ประกาศของบางหน่วยงานก็ยังไม่ต้องใช้ใบผู้ประกาศ ทำให้มาตรฐานของวิชาชีพถูกมองว่าไม่เป็นสากลมากนัก
                จากทฤษฎีนี้ผู้ประกาศและองค์กรจึงดูเสมือนมีสิทธิและเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารได้ตามใจตนเองเพิ่มขึ้น เช่น การเลือกฝั่งเลือกฝ่ายทางการเมือง การเลือกนำเสนอข่าว และที่พบเห็นได้บ่อยครั้ง คือ การใช้ภาษาของผู้ประกาศในการแสดงความคิดเห็นต่อบุคคลที่มีชื่อเสียง ดารานักแสดง บุคคลทางการเมืองที่ส่อไปในแนวดูหมิ่น และชี้นำประชาชนให้มีทัศนคติเช่นเดียวกับผู้ประกาศมากกว่าให้ข่าวสารอย่างเป็นกลาง เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับทฤษฎีทางการสื่อสารแล้ว เป็นอำนาจที่สื่อมวลชนมีอิสรภาพและเสรีภาพสูง โดยต้นเหตุที่เป็นที่มาแห่งสิทธิเสรีภาพดังกล่าว คือ ความหย่อนยานทางการควบคุม ซึ่งผู้เขียนจะยกทฤษฎีเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นได้ชัดเจน ดังนี้

                ทฤษฎีอิสรภาพนิยมหรือสื่อเสรี สื่อมวลชนจะทำหน้าที่แสวงหาและเสนอสัจธรรมแก่ประชาชน การควบคุมจากรัฐโดยตรงไม่มี แต่การควบคุมเป็นไปในลักษณะการพิสูจน์ตนเองของสัจจะโดยสื่อมวลชนภายใต้บรรยากาศของตลาดเสรีแห่งความคิดเห็น ช่วยให้ความจริงกำหนดได้โดยประชาชน ไม่ใช่สื่อ ประชาชนเป็นผู้ควบคุมสื่อมวลชนได้โดยการสนับสนุนหรือเลิกสนับสนุนต่อสื่อมวลชนที่ไม่ได้ทำหน้าที่ที่ดี ส่วนข้อห้ามของสื่อมวลชนตามทฤษฎีนี้คือ การหมิ่นประมาท การเสนอสิ่งลามกอนาจาร การยุยงให้เกิดความไม่สงบในระหว่างสงคราม (พีระ จิรโสภณ, 2550: 149)
                กล่าวโดยสรุป สื่อมวลชนต้องปลอดจากการเซ็นเซอร์หรือตรวจตราจากหน่วยงานใดๆ ส่วนการดำเนินงานสื่อมวลชนทั้งการผลิตและเผยแพร่ต้องเปิดกว้างทั่วไป ไม่ว่ากับใครหรือคนกลุ่มใดโดยไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาต ส่วนการโจมตีต่อรัฐบาล เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือพรรคการเมืองนั้นเป็นหน้าที่ของสื่อมวลชน รัฐไม่สามารถลงโทษได้ ต้องไม่มีการบังคับในการตีพิมพ์หรือเสนอสิ่งใดๆ ไม่มีการจำกัดโดยกฎหมายในการเก็บรวบรวมหรือแสวงหาข่าวสารสำหรับการตีพิมพ์หรือการนำเสนอ ไม่มีการจำกัดการนำเข้าหรือส่งออกข่าวสารระหว่างประเทศ
                อย่างไรก็ตามเรื่องของสิทธิเสรีภาพทางการสื่อสารนั้นอาจกล่าวได้ว่าเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน จากข้อความของ พนา ทองมีอาคม ที่กล่าวว่า “ในอดีต เมื่อครั้งยังสอนหนังสืออยู่ ก็ไม่เห็นด้วยกับการวางเงื่อนไขบังคับให้ผู้ประกาศ หรือผู้ดำเนินรายการต้องมีใบรับรอง เพราะเรื่องของสื่อเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ทั้งเกี่ยวพันไปถึงเรื่องเสรีภาพ และการได้เสียทางการเมือง รวมถึงสร้างอุปสรรคต่อชนส่วนน้อย หรือผู้ด้อยโอกาสในการเข้าถึงสื่อ” (ที่มา:http://panarkom.blogspot.com /2013/09/ blog-post_16.html?spref=fb.) สอดคล้องกับสิทธิการสื่อสาร ซึ่งวางหลักทฤษฎีไว้ว่า

ทฤษฎีสิทธิการสื่อสาร สื่อมวลชน กับประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ทฤษฎีการสื่อสารกับประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม เป็นข้อเสนอที่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย แนวคิดนี้เชื่อว่าประชาชนมีสิทธิที่จะใช้อำนาจทางการเมืองได้โดยตรงควบคู่ไปกับการใช้ สิทธิ (ในเสรีภาพ) การสื่อสารของพลเมืองและชุมชน ซึ่ง ฌอง แม็คไบรด์ (Sean MacBride) กล่าวว่า สิทธิการสื่อสารเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และเป็นสิทธิที่จะนำไปสู่สิทธิมนุษยชนอื่นๆ (อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์, 2550: 30)
                เมื่อพิจารณาตามหลักของสิทธิการสื่อสารแล้ว ทุกคนย่อมมีสิทธิในการสื่อสาร โดยเฉพาะสื่อมวลชนหรือในที่นี้คือผู้ประกาศย่อมต้องมีสิทธิในการให้ข่าวสารตามหลักสิทธิในการสื่อสาร ประกอบกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ให้อิสระทางความคิด การแสดงความคิดเห็น การสื่อสารระหว่างกันจึงเป็นสิทธิ์ที่บุคคลพึงทำได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องอยู่ภายใต้ตัวบทกฎหมายด้วยเช่นกัน จากเอกสารเรื่องสิทธิการสื่อสาร The Right to Communicate : A status Report ในบทความเรื่อง “Rights and Freedoms” ขององค์การยูเนสโก ได้จำแนกประเภทของสิทธิการสื่อสารที่สำคัญไว้ 4 ด้าน ดังนี้
1. สิทธิในด้านข้อมูลข่าวสาร (information rights) คือ สิทธิในการแสดงความคิดเห็นและการโต้ตอบความคิดของคนอื่น สิทธิในการชุมนุมโดยสงบ การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การเข้าถึงแหล่งข้อมูล
2. สิทธิในด้านได้รับความคุ้มครอง (protection rights) คือ สิทธิของปัจเจกบุคคลที่จะไม่ถูกละเมิดในทางส่วนตัว ถูกกล่าวโทษจากสื่อ หรือถูกเลือกปฏิบัติจากสื่อ
3. สิทธิของกลุ่มบุคคล องค์กร และชุมชน (collective rights) คือ สิทธิในการนับถือศาสนา การใช้ภาษาและวัฒนธรรม การศึกษา การพัฒนาตนเองและชุมชน ความเสมอภาคในการรับข้อมูลข่าวสารระหว่างประเทศ
4. สิทธิในการมีส่วนร่วม (participation rights) คือ สิทธิในการมีส่วนร่วมตัดสินใจทางการเมืองและสังคม ทางวัฒนธรรมในชุมชนของตนเองและสังคมโลก
                นอกจากนั้นกลุ่มของนักวิชาการ MacBride Round Table และกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิทธิการสื่อสารและสิทธิมนุษยชน ยังได้ร่วมกันยกร่างกฎบัตรขึ้นสิทธิการสื่อสารของประชาชนขึ้น มีใจความสำคัญว่า (อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์, 2550: 33)
“การสื่อสารเป็นปัจจัยพื้นฐานสำหรับการดำรงชีวิตของปัจเจกบุคคลและของชุมชน ทุกคนมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในการสื่อสาร และการตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องของการสื่อสารในสังคมของตนเอง และระหว่างสังคมของตนเองกับสังคมอื่น...ประชาชนทุกคนมีสิทธิที่จะเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ เพื่อให้สามารถสื่อสารได้อย่างเป็นอิสระ ทุคนมีสิทธิที่จะพัฒนาทักษะการสื่อสาร พัฒนาช่องทาง และสถาบันการสื่อสารของตนเพื่อบอกเล่าเรื่องราว และเป็นปากเสียงของตัวเองได้อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี”
                ทุกคนจึงมีสิทธิในการสื่อสาร และการเข้าถึงข่าวสาร โดยเฉพาะการปฏิรูปสื่อของไทย ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสื่อได้โดยตรงในฐานะผู้ใช้สื่อ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ส่วนที่ 7 เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน มาตรา 45 กล่าวว่า
“บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย...”
และมาตรา 46 กล่าวว่า
“พนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อมวลชนอื่น ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นภายใต้ข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าของกิจการนั้น แต่ต้องไม่ขัดต่อจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ และมีสิทธิจัดตั้งองค์กรเพื่อปกป้องสิทธิ เสรีภาพและความเป็นธรรม รวมทั้งมีกลไกควบคุมกันเองขององค์กรวิชาชีพ”
จากมาตรา 46 ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 นั้น ข้อความช่วงท้ายระบุไว้ว่า   “...ต้องไม่ขัดต่อจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ และมีสิทธิจัดตั้งองค์กรเพื่อปกป้องสิทธิ เสรีภาพและความเป็นธรรม รวมทั้งมีกลไกควบคุมกันเองขององค์กรวิชาชีพ” ฉะนั้นผู้ประกาศในฐานะสื่อมวลชน แม้ว่าจะมีสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารตามรัฐธรรมนูญ แต่รัฐธรรมนูญก็ได้ระบุให้สื่อมวลชนสามารถจัดตั้งองค์กรเพื่อควบคุมสื่อกันเองได้ ดังเช่นการจัดตั้งกรมประชาสัมพันธ์เพื่อกำกับดูแลกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ จนเกิด กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม) เข้ามาดำเนินการต่อภายหลัง และได้ดำริให้มีการจัดฝึกอบรมและเปิดโอกาสให้มีการต่อใบอนุญาตใบผู้ประกาศขึ้นใหม่อีกครั้ง โดยยังรับรองใบประกาศของกรมประชาสัมพันธ์อยู่ ให้เป็นไปตาม ประกาศของ กสทช. เรื่องการอบรมและทดสอบเพื่อรับบัตรผู้ประกาศในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2556 ซึ่งจะช่วยส่งเสริมพัฒนาศักยภาพของบุคลากรวิชาชีพสื่อโทรทัศน์ วิทยุ อาทิ พิธีกร ผู้ดำเนินรายการ ผู้ประกาศข่าวให้มีความรับผิดชอบต่อการเผยแพร่ข่าวสารให้แก่ประชาชน (ที่มา: http://www.dailynews.co.th/technology/221849)
เรื่องนี้ นายปราโมช รัฐวินิจ ประธานคณะอนุกรรมการบัตรผู้ประกาศใน กสท. (กิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์) กล่าวว่า บุคลากรวิชาชีพสื่อเป็นหัวใจสำคัญในการเผยแพร่ข่าวสารให้แก่ประชาชน ดังนั้นสิ่งที่ต้องคำนึงมากที่สุดคือ การทำหน้าที่เป็นสื่อมวลชนที่ต้องมีองค์ความรู้ ความรับผิดชอบเรื่องการใช้ภาษา ซึ่งมองว่าบัตรผู้ประกาศถือเป็นเครื่องถือวัดความเป็นมาตรฐานในวิชาชีพสื่ออีกด้วย สอดคล้องกับทฤษฎีความรับผิดชอบทางสังคม (ที่มา: http://www.dailynews.co.th/technology /221849) ซึ่งผู้เขียนจะยกตัวบททฤษฎีเพื่อประกอบความเห็น ดังนี้

ทฤษฎีความรับผิดชอบต่อสังคม ทฤษฎีนี้มองว่าสื่อมวลชนจะต้องยอมรับภาระหน้าที่ ที่จะต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมในการใช้เสรีภาพของเขา หากสื่อมวลชนละเลยหน้าที่นี้อาจต้องมีการบังคับให้เป็นไปตามนั้น โดยวิธีการควบคุมจากความคิดเห็นของชุมชน ปฏิกิริยาของผู้บริโภค และกฎของจรรยาบรรณ ผู้มีสิทธิใช้สื่อมวลชนนั้นจะเป็นใครก็ได้ที่อยากแสดงออกบางสิ่งบางอย่าง และเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้ไม่มีโอกาสเป็นเจ้าของสื่อมวลชน ได้แสดงความคิดเห็นต่อสาธารณชนเท่าเทียมกัน (พีระ จิรโสภณ, 2550: 150)
                หลักการสำคัญของทฤษฎีนี้ คือ สื่อมวลชนจะต้องยอมรับ และปฏิบัติให้ลุล่วงในภาระหน้าที่ที่เป็นพันธกิจต่อสังคม ซึ่งภาระหน้าที่เหล่านี้ โดยหลักสำคัญจะต้องบรรลุถึงมาตรฐานวิชาชีพในด้านข่าวสาร สัจธรรม ความถูกต้อง ความเป็นกลาง ความสมดุล และควบคุมตนเองภายใต้กรอบแห่งกฎหมายและสถาบันที่ตนเองธำรงอยู่ สื่อมวลชนควรหลีกเลี่ยงสิ่งใดก็ตามที่อาจนำไปสู่อาชญากรรม ความไม่สงบ หรือแสดงความก้าวร้าวต่อเชื้อชาติศาสนาของชนกลุ่มน้อยในสังคม สื่อมวลชนควรเปิดกว้างและสะท้อนความหลากหลายของสังคม เปิดโอกาสให้ความเห็นของทุกฝ่ายได้เข้าถึง และให้สิทธิประชาชนในการตอบกลับมายังสื่อมวลชน สังคมและสาธารณะมีสิทธิที่จะคาดหวังการปฏิบัติในระดับมาตรฐานที่สูงของสื่อมวลชนและการเข้าแทรกแซงอาจต้องถือว่าไม่เป็นเรื่องผิด หากเป็นไปเพื่อความดีงามของสาธารณะ นักวารสารศาสตร์และนักวิชาชีพสื่อมวลชนจะต้องเป็นที่ไว้วางใจ หรือเชื่อถือได้ของสังคมเช่นเดียวกับนายจ้างหรือตลาดผู้บริโภคสื่อ
                จากความคิดเห็นของ พนา ทองมีอาคมว่า “ถ้ามองความต้องการของคนในวิชาชีพวิทยุโทรทัศน์เองที่ยังต้องการใบผู้ประกาศนี้ ก็คิดว่าการส่งเสริมให้มีมาตรฐานก็เป็นเรื่องดีเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าผู้เข้าทดสอบขอรับใบประกาศทำด้วยสมัครใจ เพราะที่ผ่านมาในช่วงสุญญากาศการกำกับทางวิทยุโทรทัศน์ สื่อหลายชนิดที่เกิดขึ้นแบบผิดๆ เช่นวิทยุชุมชน วิทยุนอกกฎหมาย และสื่อผ่านดาวเทียม ได้แสดงให้เห็นนักจัดรายการเสรีภาพคับแก้ว ที่มีทั้งถ่อย เถื่อน หลอกลวงประชาชนและเลือกข้างการเมือง การที่ กสท. ฟื้นฟูการฝึกอบรมและใบผู้ประกาศใหม่ ก็เห็นว่าเป็นเรื่องดี”
คล้ายกับความคิดเห็นของผู้เขียนที่ว่า แม้ว่าสิทธิในการสื่อสารนั้นเป็นเรื่องที่ทุกคนพึงกระทำได้ แต่การทำหน้าที่ในฐานะสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่เป็นผู้ประกาศ เป็นเสมือนกระบอกเสียงที่มีอำนาจต่อวาระข่าวสารในสังคม การนำเสนอความคิดเห็นด้วยถ้อยคำใดๆ ควรพึงระวังถึงผลกระทบที่อาจตามมาภายหลัง ซึ่งหลักสำคัญแล้ว การทำหน้าที่ในตำแหน่งสื่อมวลชนนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานแห่งจรรยาบรรณของวิชาชีพเป็นหลัก ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขสังคมสื่อมวลชนที่ร่วมกันร่างขึ้นมา และกฎข้อบังคับขององค์กรที่ทำหน้าที่ควบคุมสื่อนั้นๆ การปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎระเบียบเป็นสิ่งที่พึงกระทำ การสอบใบผู้ประกาศก็เป็นเสมือนการควบคุมสื่อทางหนึ่งที่เป็นตัววัดความเป็นมาตรฐานในวิชาชีพ ซึ่งผู้ทำหน้าที่เป็นสื่อมวลชนควรต้องมีองค์ความรู้ ความรับผิดชอบเรื่องการใช้ภาษาที่ถูกต้อง
ส่วนการเอาจริงเอาจังเรื่องการตรวจสอบผู้ประกาศที่กระทำการอันไม่เหมาะสม และไม่มีใบอนุญาตนั้นเป็นสิ่งที่องค์กรควบคุมสื่ออย่าง กสท. ต้องเข้มงวดกวดขันให้มากขึ้น เพื่อรักษาความเป็นมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของสื่อมวลชนให้คงอยู่ แต่อย่างไรก็ตามการสอบใบผู้ประกาศก็ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงด้วย ไม่ใช่ยากเกินไป ง่ายเกินไป ยุ่งยากเกินไป มิฉะนั้นใบประกาศก็อาจเป็นเพียงกระดาษที่ใช้เป็นใบเบิกทางในการทำงาน แต่ไม่ใช่ใบที่ผู้ประกาศยึดถือไว้เป็นความภาคภูมิใจแต่อย่างใด

บรรณานุกรม
กสทช.จัดอบรมหลักสูตรผู้ประกาศทีวี-วิทยุ.
[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จากhttp://www.dailynews.co.th/technology/221849. (วันที่ค้นข้อมูล : 27 กันยายน 2556).
กาญจนา แก้วเทพ. (2552). สื่อสารมวลชน:
ทฤษฎีและแนวทางการศึกษา. กรุงเทพฯ: แบรนด์เอจ.
ใบผู้ประกาศเสรีภาพหรือมาตรฐาน. 2556. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://panarkom.blogspot.com/2013/09/blog-post_16.html?spref=fb. (วันที่ค้นข้อมูล : 27 กันยายน 2556).
พีระ  จิระโสภณ. (2546). หลักและทฤษฎีการสื่อสาร. หน่วยที่ 11. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://th.wikisource.org/wiki. (วันที่ค้นข้อมูล : 30 กันยายน 2556).
อุบลรัตน์  ศิริยุวศักดิ์. (2547). สื่อสารมวลชนเบื้องต้น สื่อมวลชน วัฒนธรรมและสังคม.  กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
Baran, S.J. & Davis, D.K. (2009). Mass
Communication Theory: Foundation, Ferment, and Future. Canada: Thompson Wadsworth.
McQuail, D. (2010). MacQuail’s Mass
Communication Theory. Oxford: The Alden Press.

"รักษาคุณค่าใบผู้ประกาศข่าวด้วย หลักปฏิบัติ “สื่อ 5 ส”"




รักษาคุณค่าใบผู้ประกาศข่าวด้วย หลักปฏิบัติ “สื่อ 5 ส”
เสรีภาพสมดุล/ สร้างสรรค์สังคม / สำนึกรับผิดชอบ/ ส่วนร่วมของประชาชน /ส่งเสริมกฏหมายและจริยธรรม

โดย กฤชศุลี ทองเนียม  4561500051
นักศึกษาปริญญาเอก คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช รุ่น 5
วันที่ 9 ตุลาคม 2556

จากคำกล่าวที่ว่า สื่อมวลชนถือว่าเป็นสถาบันหลักสถาบันหนึ่งในสังคมประชาธิปไตยที่มีความสำคัญ สื่อมวลชนมีบทบาทหน้าที่กับความเป็นสังคมโดยรวม จนมีคำเปรียบเทียบมากมาย เช่น เป็น “สุนัขเฝ้าบ้าน” (Watchdog) ที่คอยรักษาผลประโยชน์ของสังคม คอยระแวดระวังภัยให้สังคมจากคนไม่ดีหรือสิ่งไม่ดี เป็น “เทียนไข” หรือ “ตะเกียง” (Lamp) ที่จุดประกายปัญหาให้แก่สังคม และเป็น “กระจกเงา” (Mirror) สะท้อนภาพความเป็นจริงของสังคม ซึ่งคำกล่าวและคำเปรียบเปรยยังคงเป็นจริงเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้
ในอดีตการทำงานของบุคคลในสายวิชาชีพของสื่อมวลชนด้านวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ ที่เรียกกันหลากหลายว่า พิธีกร ผู้ประกาศ ผู้ดําเนินรายการ ผู้อ่านข่าว ผู้รายงานข่าว โฆษก เป็นต้น จะถูกบังคับไว้ว่าให้ต้องมีใบผู้ประกาศข่าวก่อนถึงจะสามารถลงมือปฏิบัติงานได้จริง การได้มาซึ่งใบผู้ประกาศข่าวได้ถูกกำหนดเงื่อนไขและกติกาโดยรัฐบาล มีกรมประชาสัมพันธ์เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และเป็นผู้ที่ดำเนินการอย่างเข้มข้นในการจัดฝึกอบรมและจัดสอบเพื่อขอรับใบผู้ประกาศแก่ผู้มีคุณสมบัติที่สนใจในวิชาชีพนี้ โดยคุณสมบัติที่พึงมีของผู้ประกาศ ตามที่กฎหมายกำหนด ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. 2498  ข้อ 5 วรรค 2 ระบุคุณสมบัติผู้ที่จะเป็นผู้ประกาศของสถานีวิทยุหรือโทรทัศน์ คือ (1) ต้องมีสัญชาติไทย (2) สามารถอ่าน พูด และออกเสียงภาษาไทยได้ถูกต้อง ชัดเจน (3) ไม่เป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร และ(4)ได้รับใบรับรองการเป็นผู้ประกาศจากกรมประชาสัมพันธ์
ทั้งนี้ตามระเบียบกรมประชาสัมพันธ์    ว่าด้วยการออกใบรับรองเป็นผู้ประกาศของสถานีวิทยุกระจาย เสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ.2543  ข้อ 4 กล่าวว่า  “ผู้ที่จะได้ใบรับรองเป็นผู้ประกาศของสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ต้องผ่านการทดสอบเป็นผู้ประกาศตามระเบียบนี้ ยกเว้นผู้ประกาศหรือเจ้าหน้าที่กระจายเสียงของสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยและสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย      ที่ผ่านการทดสอบจากกรมประชาสัมพันธ์เพื่อบรรจุให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว”
  เหตุผลที่กรมประชาสัมพันธ์ต้องจัดการให้มีใบผู้ประกาศข่าวตามกฏหมายนั้น ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อต้องการให้บุคคลในแวดวงวิชาชีพกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ มีมาตรฐานความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง ทันกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน ในด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ที่เกี่ยวข้อง อาทิ ความรู้ทั่วไปด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาทักษะวิชาชีพ จริยธรรมและจรรยาบรรณในการประกอบวิชาชีพ มาตรฐานการใช้ภาษาในการออกสื่อฯ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพกิจการด้านสื่อสารมวลชน ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการทำหน้าที่ความรับผิดชอบของสื่อที่มีต่อสังคม การคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ เพื่อการพัฒนาองค์กร สังคม และประเทศชาติ
          การจัดให้มีการฝึกอบรมและจัดสอบเพื่อรับใบผู้ประกาศข่าวของกรมประชาสัมพันธ์ ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2543 มีผลบังคับใช้ อำนาจกำกับดูแลกิจการวิทยุโทรทัศน์ที่เคยมีได้ถูกโอนเป็นขององค์กรอิสระ กรมประชาสัมพันธ์มีอำนาจเพียงแค่รักษาการก่อนการจัดตั้งองค์กรใหม่ได้สำเร็จ ทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการใช้อำนาจกำกับดูแล แต่ฝ่ายออกใบรับรองผู้ประกาศและผู้จัดรายการ กลุ่มมาตรฐานวิชาชีพ กองงานคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ (กกช.) ก็ยังคงทำหน้าที่รักษามาตรฐานการพูดและอ่านออกเสียงภาษาไทยของผู้ประกาศต่อไป ถึงแม้ว่าจะไม่มีองค์กรกำกับตามกฎหมายกำหนดก็ตาม
          กระทั่งปี พ.ศ. 2551 สภานิติบัญญัติที่แต่งตั้งโดยคณะปฏิวัติ ได้ผ่านพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ทำให้อำนาจหน้าที่ของกรมประชาสัมพันธ์ในเรื่องใบผู้ประกาศหมดลงโดยสิ้นเชิง กรมประชาสัมพันธ์จึงระงับการทดสอบและการต่ออายุใบรับรองเป็นผู้ประกาศ และใบรับรองเป็นผู้จัดรายการของสถานีฯ นับตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2551 เรื่อยมา
                ในช่วงเวลา 10 ปีของการกำกับดูแลทางสื่อวิทยุและโทรทัศน์ที่ไร้หน่วยงานกำกับของรัฐ ได้มีสื่อหลายชนิดเกิดขึ้นมากมาย อาทิ วิทยุชุมชน วิทยุนอกกฎหมาย สื่อเคเบิลทีวี และสื่อผ่านดาวเทียมต่างๆ เป็นต้น ซึ่งสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่มีผลต่อการเกิดขึ้นของสื่อต่างๆนั้น ก็คือการปลดล็อกจากการถูกบังคับให้ต้องมีใบผู้ประกาศข่าวในการทำหน้าที่สื่อมวลชนด้านวิทยุและโทรทัศน์ ในช่วงเวลานั้นดูเหมือนว่าแนวคิดทฤษฎีอิสรนิยมจะถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายมากในประเทศไทย  สื่อมวลชนมีเสรีภาพในการทำหน้าที่เป็นผู้แสวงหาและเสนอความจริงให้แก่สังคม โดยไม่มีการควบคุมจากรัฐ แต่จะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐ แจ้งข่าวสาร และสร้างความบันเทิงให้กับประชาชน สำหรับการควบคุมจะเป็นการตรวจสอบตนเองในการแสวงหาข้อเท็จจริงต่างๆ มีความเป็นตลาดเสรีทางความคิด โดยสื่อสารให้เห็นผ่านออกมาทางสื่อต่างๆที่กล่าวไปแล้ว จนทำให้สื่อมีการขยายตัว มีความเจริญเติบโตในรูปแบบธุรกิจสื่อ ประกอบกับผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนแขนงนี้ ไม่ต้องอยู่ภายใต้การบังคับใช้ของกฎหมายในเรื่องการที่ต้องมีใบผู้ประกาศข่าวรับรอง จึงทำให้สื่อมวลชนของประเทศไทยในยุคต่อมามีความอิสระในการดำเนินกิจกรรมด้านการนำเสนอข่าวสารอย่างมากมาย
          ด้วยความเป็นตลาดเสรีทางความคิด ผนวกกับความมีอิสระเสรีอย่างมากในการทำงานของสื่อมวลชน ส่งผลให้สื่อบางประเภทมีการจัดรายการที่ไม่เป็นกลาง มีอคติ เลือกข้างการเมือง สื่อบางประเภทหรือผู้ประกอบวิชาชีพสื่อบางคนมีคุณสมบัติที่ไม่เหมาะสม มีการใช้ถ้อยคำที่รุนแรง หยาบคาย หยาบโลน ใช้ภาษาที่ไม่ถูกต้อง เป็นต้น แม้ว่าประชาชนจะสามารถควบคุมสื่อมวลชนได้โดยการเลิกสนับสนุนสื่อนั้นๆ หรือสามารถฟ้องร้องศาลในกรณีที่เกิดปัญหาความไม่เหมาะสมของสื่อมวลชนนั้นได้ตามแนวทางของเสรีนิยมก็ตาม สื่อมวลชนประเภทที่กล่าวมาก็ยังคงมีให้เห็นอย่างต่อเนื่องและดูจะมากขึ้นเรื่อยๆในปัจจุบัน
          จากปรากฏการณ์ของสื่อที่ทำหน้าที่บกพร่องและขาดประสิทธิภาพดังกล่าว ทำให้ต้องย้อนกลับมาพิจารณาความสำคัญของใบผู้ประกาศข่าวด้วยหลักการและเหตุผลที่ว่า ใบผู้ประกาศข่าวเปรียบเสมือนกับเป็นเครื่องกรองคุณสมบัติของสื่อมวลชนที่ดีไว้ให้อยู่ในระดับมาตรฐาน อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวที่มีใบผู้ประกาศข่าวแต่ทำหน้าที่บกพร่องและขาดประสิทธิภาพ ก็ไม่สามารถเป็นสื่อมวลชนที่มีมาตรฐานวิชาชีพที่ดีได้ในมุมมองของประชาชน สำหรับสื่อมวลชนที่ผ่านการทดสอบและได้รับใบผู้ประกาศข่าวมาแล้ว  ก็ยิ่งสมควรที่จะต้องรักษาคุณค่าความมีมาตรฐานของใบผู้ประกาศข่าวไว้ให้ดีที่สุด เพราะกว่าจะได้ใบผู้ประกาศข่าวมานั้นไม่ง่าย ต้องผ่านขั้นตอนและเงื่อนไขมากมาย ดังนั้นผู้เขียนจึงขอนำเสนอ หลักปฏิบัติ “สื่อ 5ส” เพื่อให้สื่อมวลชนได้ยึดถือเป็นวิถีปฏิบัติในการทำหน้าที่สื่อมวลชนที่ดีอย่างมีคุณค่า ควบคู่ไปกับการรับประกันคุณภาพของตนเองด้วยการมีใบผู้ประกาศข่าวไว้ในครอบครอง ดังนี้ 
(1)      เสรีภาพสมดุล 
   เมื่อพิจารณาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ที่ได้บัญญัติรับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ไว้ในมาตรา 45 ซึ่งอยู่ในหมวด 3 ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันว่าเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองนั้นจะได้รับความคุ้มครองจากรัฐกล่าวคือ การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กรจะต้องคำนึงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ดังเช่นที่มาตรา 26 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้บัญญัติไว้ โดยหลักสื่อมวลชนจึงมี “เสรีภาพในการที่จะแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา หรือการสื่อความหมายโดยวิธีการอื่นใด”     (มาตรา 45 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550) ซึ่งการสื่อความหมายโดยวิธีการอื่นใดหมายรวมถึง  “การแสดงไม่ว่าด้วยวิธีใดๆไม่ว่าจะผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือสื่อสารสนเทศชนิดใดๆ เช่น อินเทอร์เน็ต เว็บไซต์ เว็บบอร์ดเป็นต้นเพื่อให้บุคคลเข้าใจความหมาย” ในฐานะซึ่งเป็นปวงชนชาวไทยด้วย ดังนั้นสื่อมวลชนจึงมีเสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็น ในการนำเสนอข่าวสารได้อย่างอิสระ ที่สำคัญสื่อจะต้องนำเสนอข่าวสารด้วยความเสมอภาคตรงไปตรงมา มีความเป็นกลาง ไม่มีอคติ ไม่เลือกข้างการเมืองหรือองค์กรใดๆ ทั้งนี้ต้องอยู่ในขอบเขตของกฏหมายและจรรยาบรรณในอาชีพด้วย ดังแผนภาพนี้




                                          

แผนภาพการมีเสรีภาพของสื่อมวลชนตามรัฐธรรมนูญ

(2)      สร้างสรรค์สังคม 
   แนวคิดในการพัฒนาสังคมหรือแนวคิดการสร้างชาติ ถูกผลักดันให้สื่อมวลชนในสังคมได้นำมาใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ โดยได้มีการอ้างถึงแนวคิดนี้ในรายงานของคณะกรรมาธิการระหว่างชาติของยูเนสโกที่ศึกษาเกี่ยวกับปัญหาการสื่อสาร (Mcbride, 1980) ซึ่งได้แพร่หลายไปยังประเทศต่างๆรวมทั้งประเทศไทย   โดยหลักการของแนวคิดการพัฒนาของสื่อมวลชน คือ สื่อมวลชนต้องยอมรับและปฏิบัติภารกิจให้สอดคล้องกับนโยบายของชาติ ให้ความสำคัญในเรื่องที่เกี่ยวกับภาษาและวัฒนธรรม มีการนำเสนอข่าวสารที่มีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาในด้านต่างๆ ที่สำคัญคือสื่อมวลชนจะต้องมีความรับผิดชอบในการแสวงหาข่าวสารเพื่อการเผยแพร่ต่อสาธารณชน
ในการทำหน้าที่ด้วยหลักการของการพัฒนาแล้ว สื่อมวลชนจะต้องทำการพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ โดยนำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์หรือสิ่งใหม่ๆที่มีคุณค่า หรือที่รวมเรียกว่า “การพัฒนาสร้างสรรค์สังคม” โดยเป็นการสร้างสรรค์ในเชิงบวก ทั้งนี้เพื่อสร้างและก่อให้เกิดการพัฒนาความรู้ ความคิดของผู้คนในสังคม หล่อหลอมความสุขให้กับสังคม และเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยนำพาสังคมไปสู่ความสันติสุข
พระทศพล  เขมาภิรโต เขียนไว้ใน “ชีวิตเพื่อสันติสุขและสันติภาพ” ความว่า “การสร้างสันติสุข สันติภาพในสังคมยุคข้อมูลข่าวสาร จึงเป็นสิ่งที่เริ่มต้นจากฐานที่สำคัญคือ ความศรัทธาในศาสนา การมีความคิดอิสระ การมีความรัก ความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ และสรรพสิ่งทั้งหลาย ซึ่งเป็นฐานที่สำคัญที่ทุกคนจะต้องมีเป็นเบื้องต้น หลังจากนั้นทุกคนจึงต้องช่วยกันสร้างเศรษฐกิจพอเพียง ครอบครัวอบอุ่น สุขภาพที่สมบูรณ์ ชุมชนที่เข็มแข็ง สังคมสันติสุข และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ในส่วนของรัฐจะต้องเข้ามาเสริมในองค์ประกอบทุกๆส่วน เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์โดยครบถ้วนทุกๆองค์ประกอบ ในลักษณะของการเกิดดุลยภาพ คือคนเป็นผู้สร้างสังคม สังคมเป็นผู้สร้างรัฐ และรัฐกลับมาสร้างคนและสังคมต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆในลักษณะของการเคลื่อนไหวอย่างไม่หยุดยั้ง เป็นการสร้างสันติสุขและสันติภาพในลักษณะของการเคลื่อนไหว ซึ่งจะก่อให้เกิดเป็นความสมดุลของทุกๆส่วน เป็นสันติสุขที่มีความสอดคล้องและผสมผสานกลมกลืนกับธรรมชาติอย่างแท้จริง”
                ดังนั้นสื่อมวลชนในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบสังคม จำต้องมีหน้าที่สำคัญในขับเคลื่อนการพัฒนาสังคมอย่างสร้างสรรค์ด้วยการสร้างให้เกิดสันติสุขและสันติภาพโดยรวม

(3)     สำนึกรับผิดชอบ
แนวความคิดเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมของสื่อมวลชนนี้พัฒนาขึ้นในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 ด้วยการใช้แนวคิดเสรีนิยมในการทำหน้าที่ของสื่อมากจนเกิดปัญหา จึงนำมาสู่การทบทวนและตั้งคำถามถึงเสรีภาพของสื่อมวลชนว่า หากสื่อมวลชนใช้เสรีภาพและอิสรภาพจนเกินเลย แต่ไม่ได้พัฒนาแนวคิดเรื่อง “ความรับผิดชอบ” จะทำให้เกิดปัญหาว่าใครจะเป็นผู้กำกับดูแลสื่อมวลชน ถึงแม้ว่าจะมีความพยายามใช้กระบวนการของวิชาชีพและการกำกับดูแลตนเองก็ตาม จนในที่สุดก็เกิดเป็นแนวคิดใหม่เรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งให้ความสำคัญกับเสรีภาพของสื่อ โดยตั้งอยู่บนหลักแห่งความรับผิดชอบ
เดนนิส แมคเควล (Dennis McQuail) ได้สรุปหลักการทฤษฎีความรับผิดชอบต่อสังคม ไว้ว่า  สื่อควรยอมรับในพันธะหน้าที่ต่อสังคม โดยตั้งมาตรฐานของข้อมูล ข้อเท็จจริง ความถูกต้องในระดับสูง หรือระดับมืออาชีพ มีความถูกต้อง เป็นกลางและอยู่บนพื้นฐานความสมดุล สื่อควรมีการกำกับดูแลตัวเองภายในกรอบของกฎหมาย และหลีกเลี่ยงสิ่งใดก็ตามที่นำไปสู่อาชญากรรม ความรุนแรง ความวุ่นวายของพลเมือง หรือการต่อต้านชนกลุ่มน้อย สื่อควรเป็นนักพหุนิยมสะท้อนความหลากหลายของสังคม มีการนำเสนอมุมมองที่หลากหลาย รัฐสามารถเข้าแทรกแซงสื่อ ในกรณีเพื่อความมั่นคงปลอดภัยหรือประโยชน์ของสาธารณ และผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน จะต้องเป็นที่วางใจหรือเชื่อถือได้ของสังคม
สำหรับในประเด็นนี้สื่อมวลชนต้องให้ความสำคัญอย่างมาก ถ้าหากสื่อมวลชนใช้เสรีภาพและอิสรภาพจนเกินเลย ซึ่งพิจารณาตามแนวบรรทัดฐานของสื่อมวลชนภายใต้หลักทฤษฏีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยสื่อมวลชนจะต้องมีความรับผิดชอบต่อการนำเสนอข่าวสารบนพื้นฐานของความเป็นจริง ถูกต้อง ตรงไปตรงมา ภายใต้การควบคุมของตนเอง และต้องมีการปฏิบัติงานตามหลักจรรยาบรรณและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน จึงจะทำให้สื่อมวลชนนั้นเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่มีทั้งเสรีภาพที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสังคม
(4)      ส่วนร่วมของประชาชน
   ในการดำเนินกิจการของสื่อมวลชนที่ขยายฐานเชิงธุรกิจมาตั้งแต่ยุคที่มีเสรีภาพมาก ทำให้สื่อมวลชนมีการผูกขาด ต่อมาเมื่อมีแนวคิดใหม่ของทฤษฎีสื่อมวลชนที่ประชาชนมีส่วนเข้าร่วมเกิดขึ้นเพื่อต่อต้านการผูกขาดธุรกิจสื่อ โดยเน้นเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ประชาชนสามารถเป็นเจ้าของสื่อหรือเข้าถึงสื่อได้อย่างเสรีมากขึ้น ประชาชนมีสิทธิที่จะใช้ช่องทางการสื่อสารที่หลากหลาย เพื่อสร้างความสัมพันธ์ในชุมชนและกลุ่มวัฒนธรรมย่อยต่างๆ รวมถึงมีการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสาร ซึ่งการมีส่วนร่วมควรเป็นในลักษณะที่เป็นกระบวนการของการพัฒนา ภายใต้หลักการที่ว่าประชาชนควรมีสิทธิได้รับข่าวสารตรงกับที่ต้องการ มีสิทธิในการตอบกลับและมีวิถีทางการสื่อสารอย่างทั่วถึง สามารถใช้สื่อในการสนองความต้องการจำเป็น ตามความสนใจและความปรารถนาของตนเองได้อย่างเท่าเทียม  นอกจากนี้ประชาชนยังสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการของสื่อตั้งแต่เริ่มจนสิ้นสุดโครงการ ได้แก่ การร่วมกันค้นหาปัญหา การวางแผน การตัดสินใจ การระดมทรัพยากรและเทคโนโลยีท้องถิ่น การบริหารจัดการ การติดตามประเมินผล รวมทั้งการรับผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากโครงการ โดยจะต้องมีความสอดคล้องกับวิถีชีวิตวัฒนธรรมของชุมชนนั้นๆ เช่น กรณีของไทยพีบีเอส ซึ่งโดยเจตนารมณ์ของกฎหมายจัดตั้งองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส ต้องการให้เป็นองค์กรที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเข้มข้นทั้งในความหมายเชิงการพัฒนาและเชิงนัยทางการเมือง ทั้งในด้านการร่วมสนับสนุนทรัพยากรและการมีอำนาจหน้าที่ เป็นต้น

(5)      ส่งเสริมกฏหมายและจริยธรรม
   ในปัจจุบันสื่อมวลชนยังคงมีอิสระในการทำงานอย่างเต็มที่ สามารถนำเสนอข่าวสารที่คัดสรรได้อย่างเสรีโดยไม่จำเป็นต้องมีใบผู้ประกาศข่าวรับรอง แต่ข้อปฏิบัติที่สื่อมวลชนทุกคนต้องกระทำอย่างจริงจังในฐานะที่เป็นนายประตูข่าวสาร (Gatekeeper) คือ สื่อมวลชนต้องทำหน้าที่นำเสนอข่าวสารด้วยความรับผิดชอบอย่างน้อย 2 ประการ ได้แก่
(1) ความรับผิดชอบด้านกฏหมาย (Legislations) ที่สื่อมวลชนควรจะต้องศึกษากฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน เช่น พระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ ประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาท พระราชบัญญัติความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยความผิดฐานละเมิดต่อชื่อเสียงเกียรติยศและทางทำมาหาได้ เป็นต้น ทั้งนี้เพราะความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นข้อจำกัด ในการใช้สิทธิ เสรีภาพประการหนึ่ง ภายใต้หลักประกันสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ
(2) ความรับผิดชอบด้านจริยธรรม (Ethics) ตามระเบียบสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพของสมาชิกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย พ.ศ.  2555 (แก้ไขเพิ่มเติม เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2555) ว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพ 7 ข้อที่สมาชิกทุกคนต้องยึดถือปฏิบัติ ได้แก่ 1) นำเสนอหรือเผยแพร่ข่าวสาร ข้อเท็จจริง เพื่อประโยชน์สาธารณะ ด้วยความถูกต้อง ครบถ้วน เป็นธรรม  2) เคารพสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิส่วนบุคคลของผู้ที่เกี่ยวข้องในข่าว  3) มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อวิชาชีพสื่อสารมวลชนและไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน 4) ปกป้องและปฏิบัติต่อแหล่งข่าวอย่างเป็นธรรม 5) ให้ความเป็นธรรมต่อผู้ตกเป็นข่าว หากนำเสนอข้อมูลผิดพลาดต้องดำเนินการแก้ไขโดยทันที พร้อมขออภัยในความผิดพลาดดังกล่าว 6) ส่งเสริมและรักษาไว้ซึ่งเสรีภาพของการเสนอข่าวและความคิดเห็น และ 7) ไม่กระทำการอันเป็นการบั่นทอนเกียรติคุณของวิชาชีพ หรือความสามัคคีของเพื่อนร่วมวิชาชีพ 
ความรับผิดชอบด้านจริยธรรมนี้ เป็นความรับผิดชอบที่ต้องใช้จิตสำนึกในการพิจารณาและใคร่ครวญถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้ที่เป็นข่าว ญาติพี่น้อง และครอบครัว ในแง่ของการกำกับดูแลและควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนให้อยู่ในกรอบของจริยธรรมนั้น ซึ่งในปัจจุบันสื่อมวลชนมักถูกสังคมเรียกร้องความรับผิดชอบในเชิงจริยธรรมสูงทีเดียว

ด้วยบริบททางสังคมแห่งยุคประชาธิปไตยของไทยในปัจจุบัน สื่อมวลชนยังคงมีเสรีภาพในการดำเนินกิจกรรมด้านข่าวสารได้อย่างอิสระเสรี โดยมีใบผู้ประกาศข่าวเป็นใบรับรองการทำงานที่มีมาตรฐานในสายวิชาชีพสื่อมวลชน ถึงแม้ว่าปัจจุบันนี้จะไม่ได้บังคับให้ต้องมีตามกฏหมายก่อนการปฏิบัติงานด้านข่าวก็ตาม สำหรับผู้ที่ทำหน้าที่ผู้ประกาศข่าวทุกคนและมีใบผู้ประกาศข่าวรับรองไว้แล้วนั้น จำต้องยึดถือแนวทางปฏิบัติเพื่อรักษาคุณค่าและมาตรฐานของใบผู้ประกาศข่าวที่ได้มาไว้ในครอบครองให้คงอยู่อย่างภาคภูมิใจ และเพื่อสร้างความเป็นมืออาชีพในสายงานด้วย หลักปฏิบัติ “สื่อ 5 ส” คือ “สื่อมวลชนจะต้องใช้เสรีภาพที่มีอยู่อย่างสมดุล  ดำเนินการด้านข่าวเพื่อสร้างสรรค์สังคม มีสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวม โดยใช้หลักการมีส่วนร่วมของประชาชน  ด้วยการรักษากฏหมายและจริยธรรมของมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน”.  




เอกสารอ้างอิง

หนังสือ
กาญจนา แก้วเทพ. (2545). สื่อสารมวลชน: ทฤษฎีและแนวทางการศึกษา. คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย : บริษัท โรงพิมพ์ศาลาแดง จำกัด.
คณะกรรมการกลุ่มผลิต ชุดวิชาปรัชญานิเทศศาสตร์และทฤษฎีการสื่อสาร.ประมวลสาระชุดวิชาปรัชญานิเทศศาสตร์และทฤษฎีการสื่อสาร 15701. สาขาวิชานิเทศศาสตร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช หน่วยที่ 8-15. สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (พิมพ์ครั้งที่ 5): 2556.
Baran J. Stanley & Davis K. Dennis. (2012). Mass Communication Theory, Foumdations, Ferment, and Future (International 6th Edition). Wadworth, Cengage Learning.
สื่อออนไลน์
การจัดการความรู้ สำนักบรรณสารและสารสนเทศ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล. สื่อสาธารณะกับการมีส่วนร่วมของประชาชน.[ออนไลน์] เข้าถึงโดย http://library.vu.ac.th/km/?p=689. เข้าถึงวันที่ 28 กันยายน2556.
 นโยบายสถานศึกษาเปิด. วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. เข้าถึงโดยhttp://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94. เข้าถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2556.
ทศพล  เขมาภิรโต. ชีวิตเพื่อสันติสุขและสันติภาพ. เข้าถึงโดยhttp://www.baanjomyut.com/library/peace_and_peace/08.html. เข้าถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2556.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550. เข้าถึงโดย http://www.tamanoon.com/tamanoon50/. เข้าถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2556.
วรัชญ์ ครุจิต. สื่อมวลชนกับการรับผิดชอบต่อสังคม หนังสือครบรอบ 29 ปี สมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพอาชญากรรมแห่งประเทศไทย ปี 2552. เข้าถึงโดย http://library.vu.ac.th/km/?p=689. เข้าถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2556.
ศูนย์ศึกษากฏหมายและนโยบายสื่อมวลชน.จริยธรรมสื่อ. [ออนไลน์].  เข้าถึงโดย http://www.thaimedialaw.org/index.php?option=com_content&view=category&layout=blog&id=8&Itemid=15. เข้าถึงวันที่ 28 กันยายน 2556.

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย. จริยธรรมแห่งวิชาชีพของสมาชิกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย พ.ศ. 2555. เข้าถึงโดยhttp://www.thaibja.org/thaibja/index.php?option=com_content&view=article&id=1617&Itemid=161&lang=th เข้าถึงวันที่ 7 ตุลาคม 2556.